RETARDER
อุปกรณ์ไฟฟ้าชลอความเร็วรอบ................................เรียบเรียงโดย023
RETARDER
ถือกำเนิดมาในช่วงปี ค.ศ. 1960 โดยชาวฝรั่งเศษเป็นผู้ริเริ่ม ได้นำเข้ามาใช้ในประเทศไทยเกือบ
20 ปี หน้าตารูปร่างคล้ายล้อรถยนต์ มีน้ำหนักตัวกว่า 250 กิโลกรัม
มีชิ้นส่วนหลายชิ้นนำมาประกอบกันโดยที่ชิ้นส่วนหลักๆ ประกอบไปด้วย ตัวเรือน,
ลูกปืนขนาดใหญ่, ขดลวดเหนี่ยวนำ 8ตัว(4คู่), จานหมุน Rotor RETARDER มักจะติดตั้งบนรถโดยสารขนาดใหญ่
รถบรรทุกหนัก มากกว่าจะนำมาใช้ในรถยนต์โดยสารขนาดเล็ก ด้วยเหตุผลเพราะน้ำหนักตัวที่มาก
และความสามารถที่เกินขอบเขต จึงเกินความจำเป็นสำหรับการติดตั้งบนรถยนต์ขนาดเล็ก
กว่า 48 ประเทศทั่วโลกที่ภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน เส้นทางเดินรถต้องพาดผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่า
รวมถึงการเดินทางบน Hi-Way ที่ยาวนานนับ 20 ชั่วโมง ความเร็วในการเดินทางค่อนค่างสูง
ดังนั้นก้อนเหล็กน้ำหนักกว่า 250 กิโลกรัม จึงเข้ามามีบทบาท ช่วยรับภาระออกจากระบบเบรค
การติดตั้ง
RETARDER จะติดตั้งกับแซสซีในตำแหน่งคั่นกลาง ระหว่างเกียร์กับเฟืองท้าย โดยมีเพลากลางต่ออยู่ดังรูป
ไม่ว่าเครื่องยนต์รถจะติดตั้งอยู่ในตำแหน่งใด RETARDER สามารถออกแบบให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
การใช้งานแบ่งเป็นระบบ Manual / Automatic ระบบ Manual
จะติดตั้งอุปกรณ์หลักเพิ่มเติม 1 ตัวได้แก่ Control switch 3 step (คันโยก) คล้ายกับสวิตช์ยกเลี้ยว
สั้นกว่า นิยมติดตั้งบนแผงหน้าปัทม์ใกล้มือผู้ขับขี่

หลักการ
หากรถโดยสาร รถบรรทุก ลงจากภูเขาด้วยระทางยาวตลอดเส้นทาง ตามแรงดึงดูดของโลก
อิงทฤษฎี "ผลแอ๊ปเปิ้ลหล่นจากต้น" จะมีผลให้ความเร็ว แรงเฉื่อยของรถเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การใช้ระบบเบรคธรรมดา ส่งผลให้จานเบรค ผ้าเบรคร้อนจัดเกินอุณภูมิใช้งาน (BREAK
FADE) RETARDER จึงเข้ามามีบทบาท ในขณะรถลงเนิน ผู้ขับขี่ต้องการชลอความเร็ว
ผู้ขับขี่โยก Control switch step 1 สัญญาณจะส่งเข้าไปที่กล่องควบคุมเพื่อปิดวงจร
(ต่อสะพานไฟ) ขดลวดเหนี่ยวนำหรือมัดข้าวต้ม 2 คู่(4มัดแรก) จะปล่อยกระแสไฟฟ้า
70 แอมป์ ผลักดันต้านการหมุนของ ROTOR (จานหมุน) ซึ่งเป็นขั้วเดียวกันเกิดการผลักดันกันเอง
ส่งผลให้ Rotor หมุนช้าลง เพลากลางที่ต่อไปยังเฟืองท้ายช้าไปด้วย ความเร็วรถจึงไม่เพิ่มขึ้นจากเดิม
ผู้ควบคุมรถโยกสวิตช์ step 2 มัดข้าวต้มคู่ที่ 3 (มัด 5,6) ทำงานปล่อยกระแสไฟฟ้าเพิ่มเป็น
105 แอมป์ step 3 (มัด 7,8) เพิ่มเป็น 140 แอมป์ RETARDER ทำงานเต็มระบบ ความเร็วจะลดลงอย่างนุ่มนวล
ผู้โดยสารไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าผู้ขับขี่ ใช้ RETARDER "เบรคไฟฟ้า"
และไม่ต้องใช้คันเหยียบเบรคเท้า หากเหตุการณ์ ข้างหน้าปกติ
ระบบ Automatic
จะตัดอุปกรณ์ Control switch นำอุปกรณ์ Pressure switch 4 step โดยสวิตช์ตั้ง
4 ตัวตั้งแรงดันลมไว้ที่ 5, 10, 15, 43 BAR ติดตั้งให้ทำงานควบคู่กับคันเหยียบเบรคเท้า
โดยเดินแป๊ปลมจากวงจรลมเบรคมาเข้า Pressure switch box เดินสายไฟไปยัง RETARDER
หลักการทำงาน
ระบบนี้ทำงานควบคู่ไปกับคันเหยียบเบรคเท้า ตามแรงที่กดลงบนคันเหยียบเบรค เมื่อผู้ขับขี่แตะเบรคเบาๆ
แรงดันลม 5 BAR จากระบบเบรค วิ่งเข้า Pressure switch box ชนะแรงดันสปริงค์ภายในสวิตช์ตัวที่
1 ต่อสะพานไฟสั่งให้ขดลวด 2 คู่แรก (70แอมป์) ทำงาน ความดันลมในขณะนี้ผ้าเบรคยังไม่ทำงาน
มีเพียง RETARDER เท่านั้นที่ทำงาน เมื่อแรงเหยียบเบรคเพิ่มขึ้น สวิตช์ step
2 (10 BAR) จ่ายไฟให้ขดลวดคู่ที่ 3 (105แอมป์) ทำงาน และสวิตช์ step 3 (15 BAR)
ขดลวดคู่ที่ 4 (140 แอมป์) RETARDER ทำงานเต็มระบบ หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน ผู้ขับขี่เหยียบเบรคกระทันหัน
แรงดันลมเกิน 43 BAR สวิตช์ตัวที่ 4 จะตัดกระแสไฟ RETARDER ทั้งหมด เพราะแรงดันลมสูงมากอาจส่งผลให้ล้อรถหยุดหมุน
(ล้อตาย)
ข้อดี
-มีความปลอดภัยสูง สามารถควบคุมและหยุดรถได้เร็วแม้ผิวการจราจรเป็นน้ำ และหิมะ
-ประหยัดค่าใช้จ่าย ยืดอายุการเปลี่ยนผ้าเบรค จานเบรค 3-6 เท่าขึ้นอยู่กับขนาดและน้ำหนักรถ
-อายุการใช้งาน ตลอดเท่าอายุรถ ทนทาน
-เงียบ เนื่องจากไม่มีชิ้นส่วนเสียดสีขณะระบบทำงาน
ข้อเสีย
-ราคาปัจจุบันประมาณ 2xxx,xxx แต่คุ้มมากในระยะยาว

