เรื่องแชสซีส์เชื่อมต่อที่ค้างคาใจ
คัดลอก
จากกรุงเทพธุรกิจโดย.....M-042

ลอกมาจากกรุงเทพธุรกิจครับ ลองอ่านดู
เรื่องแชสซีส์ที่เขียนค้างคามาตั้งแต่ครั้งก่อน
คราวนี้ผมจะคุยต่อถึงแนวคิดของผู้ผลิตแชสซีส์รายใหญ่ของโลก ตัวอย่างเช่น Tower Automotive
ที่เริ่มมองเห็นว่า รถยนต์กระบะหรือรถปิกอัพที่เรียกกัน เริ่มมีการนำมาใช้งานหลากหลายรูปแบบมากขึ้น
ไม่ใช่นำไปบรรทุกของเพียงอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน แต่มีการนำไปใช้แบบรถเก๋งส่วนบุคคลมากขึ้น
แชสซีส์จึงต้องสนองตอบวัตถุประสงค์การใช้งานที่หลากหลายมากขึ้นด้วยการพัฒนาแชสซีส์แบบใหม่จึงเริ่มขึ้น
แชสซีส์ยุคเก่าที่เอาเหล็ก [-Beam ขนาดเท่ากันหัวจรดท้ายมาวางขนานกันไปตลอดความยาวนั้น
มีปัญหาเรื่องน้ำหนักและความสมดุล เมื่อต้องรับน้ำหนักที่ไม่เท่ากันตลอดความยาว แชสซีส์ยุคใหม่
นอกจากจะมีขนาดความโตและกว้างไม่เท่ากันในเส้นเหล็กเดียวกันแล้ว
ระดับความสูงของตัวแชสซีส์ก็ถูกจัดให้ต่างระดับกันอีกด้วยโดยที่ขนาดความโตของแชสซีส์ส่วนที่เป็นเหล็กรูป
ตัว [ ที่หน้าตัดไม่เท่ากันนั้น มีการนำเอาเหล็กที่ต่างขนาดกันมาต่อเชื่อม ด้วยวิธีการประกบซ้อนกัน
เป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งของส่วนต่อเชื่อม ซึ่งต่างจากการเชื่อมแบบต่อประสานกันมาก
ทั้งความแข็งแรงทนทานและความสวยงาม หลักการของแชสซีส์แบบนี้ก็คือ
ในส่วนที่เป็นพื้นที่สำหรับรับน้ำหนักจากเครื่องยนต์ซึ่งอยู่ด้านหน้าสุด จะใช้เหล็กที่มีขนาดเล็ก
เพราะส่วนนี้ไม่ต้องรับน้ำหนักจากด้านบนมากนัก มีเพียงเครื่องยนต์เท่านั้น
ซึ่งส่วนของเครื่องยนต์นี้เมื่อเครื่องยนต์ติดขึ้นมา จะมีแรงสั่นสะเทือนตามมาด้วย
หากแชสซีส์ส่วนนี้มีความแข็งทื่อเหมือนยุคก่อน การโยนตัวจากการจุดระเบิดของเครื่องยนต์
ก็จะทำให้ระบบรองรับเช่นช๊อคแอบซอบเบอร์และยางมีอายุสั้นลงด้วย ในแชสซีส์ส่วนถัดเข้ามาหรือส่วนที่สอง
ส่วนนี้ต้องรองรับห้องโดยสาร ซึ่งมีน้ำหนักกดจากด้านบนไม่มากนัก
แต่ต้องการความแข็งแรงจากการกระแทกทั้งจากด้านหน้าและด้านท้าย
เพื่อคุ้มครองห้องโดยสารหากเกิดการชนขึ้นมา แชสซีส์ส่วนนี้จึงมีขนาดใหญ่ขึ้น
โดยมีแชสซีส์ส่วนแรกที่ต้องพร้อมจะแยกตัวออกจากส่วนที่สองนี้ หากมีแรงชนอย่างรุนแรงเกิดขึ้น
เพื่อป้องกันห้องโดยสารเอาไว้นั่นเอง
ในแชสซีส์ส่วนที่สามซึ่งต้องรับแรงกดหรือน้ำหนักบรรทุกจากด้านบนมากกว่าส่วนอื่น
เพราะเป็นส่วนที่ต้องรองรับกระบะของรถ แชสซีส์ส่วนนี้จึงมีขนาดความโตของหน้าตัดมากกว่าส่วนอื่น
และมีการสอดประกบของเหล็กที่เพิ่มความแข็งแกร่งให้มากขึ้น
โดยมีความโค้งของแชสซีส์ส่วนที่ตรงกับล้อหลังโค้งขึ้นด้านบน
เพื่อให้น้ำหนักบรรทุกที่กดลงมากระจายไปตามความโค้ง ไม่ตกลงในจุดใดจุดหนึ่งเพียงจุดเดียว
เป็นการกระจายน้ำหนักเพื่อเพิ่มความทนทานของโครงแชสซีส์ แนวคิดการสร้างแชสซีส์ยุคใหม่ดังกล่าวนี้
ได้รับการยอมรับในหมู่ผู้ผลิตรถยนต์ปิกอัพทั่วโลก เช่น รถยนต์ ดอดจ์ แรม, ดอดจ์ ดาโกต้า, ฟอร์ด เรนเจอร์
หรือแม้แต่ โตโยต้า ทุนดร้า ฯลฯ หรือ อีซูซุ ดีแมคซ์ ที่จำหน่ายทั่วโลกและในเมืองไทย
ต่างก็ใช้แชสซีส์แบบต่อเชื่อมซ้อนกันดังกล่าวนี้ด้วยกันทั้งสิ้น โดยผู้ผลิตทั้งหลายเหล่านั้น
ต่างเชื่อมั่นว่าความแข็งแรงของแชสซีส์แบบใหม่นี้ มีมากกว่าแชสซีส์แบบเดิม
และให้ความปลอดภัยต่อห้องโดยสารได้มากกว่า ซ่อมแซมได้ง่ายกว่าเมื่อเกิดความเสียหาย
ผมเชื่อว่าไม่เกินห้าปี แชสซีส์แบบนี้จะเข้ามาแทนที่แชสซีส์ชิ้นเดียวแบบเดิมจนหมดสิ้นทั้งโลก
แบบเดียวกับที่ตัวถังแบบไร้แชสซีส์ในรถเก๋งนั่นเองครับ
**อ้างอิงจาก http://www.bangkokbiznews.com/2003/10/19/car/data.php?news=mar6.html